วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ไครฟ์ คอลเวล (Clive Caldwell) “ดาวน์ อันเดอร์ คิลเล่อร์”

                                                                                                                             ปกรณ์ นิลประพันธ์

                        ออสเตรเลียเป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษที่อยู่อย่างเป็นเอกเทศในซีกโลกใต้ที่ห่างไกลจากยุโรปและแอฟริกามาก แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมากลับปรากฏว่าประเทศที่อยู่ในดินแดนอันแสนสุขเช่นออสเตรเลียนี้เข้าไปมีบทบาทมากมายในสงครามทั่วทุกภูมิภาคของโลกสืบมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

                                                               ไครฟ์ โรเบอร์ตสัน คอลเวล


                  สำหรับสงครามโลกครั้งที่สอง นักรบจากแดนจิงโจ้ก็มีบทบาททั้งในสมรภูมิยุโรป แอฟริกา และแปซิกฟิก โดยในส่วนของสงครามทางอากาศนั้น สุดยอดนักบินของกองบินหลวงออสเตรเลีย (Royal Australian Air Force: RAAF) เห็นจะไม่มีใครเกิน ไครฟ์ โรเบอร์ตสัน คอลเวล (Clive Robertson Caldwell) เจ้าของฉายา “เดอะ คิลเลอร์” (The Killer) นักบินมือหนึ่งของออสเตรเลีย ผู้รั้งอันดับที่ ๗ ของนักบินขับไล่ในเครือจักรภพอังกฤษที่ยิงเครื่องบินข้าศึกตกมากที่สุด



                    คอลเวล เกิดเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๑๙๑๑ (๒๔๕๔) ที่ตำบลเลวิสแช่ม (Levisham) เขตมาริควิล (Marrickville) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย  คอลเวลชอบการบินมากและมุ่งมั่นที่จะเอาดีทางด้านนี้  ดังนั้น หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมจากซิดนีย์ แกรมมาร์ สกูล (Sydney Grammar School) โรงเรียนชายล้วนที่เก่าแก่และโด่งดังมากที่สุดแห่งหนึ่งของออสเตรเลีย เขาสมัครเข้ารับการฝึกบินที่สโมสรการบินหลวง (Royal Aero Club) จนได้ใบอนุญาตนักบินพลเรือน



                   เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้นในยุโรป คอลเวลผู้ชมชอบความท้าทายจึงสมัครเป็นนักบินของกองบินหลวงออสเตรเลียในปี ๑๙๓๙ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เป็นนักบินขับไล่ แต่โดยที่เวลานั้นเขามีอายุปาเข้าไปถึง ๒๘ ปีแล้ว ซึ่งเกินเกณฑ์ที่กองบินหลวงออสเตรเลียกำหนดสำหรับนักบินที่จะไปฝึกบินขับไล่ คอลเวลถึงกับโกงอายุของเขาในสำเนาใบสูติบัตร (birth certificate) ที่ใช้ประกอบการสมัครว่ามีอายุเพียง ๒๖ ปี ซึ่งต้องนับว่าเป็นโชคดีของเขาที่เวลานั้นเป็นช่วงสงครามซึ่งกองทัพต้องการกำลังพลอาสาสมัครจำนวนมากและยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ เพราะมิฉะนั้นแล้วเขาอาจต้องติดคุกหัวโตฐานปลอมเอกสารราชการก็ได้ 



                    การปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอายุของคอลเวลและประวัติการบินพลเรือนที่ยอดเยี่ยมของเขาทำให้กองบินหลวงออสเตรเลียรับคอลเวลไว้ฝึกบินเป็นนักบินขับไล่สมใจอยากของเขา และกองบินหลวงออสเตรเลียส่งเขาไปฝึกบินขับไล่ตามโครงการ Empire Air Training Scheme (EATS) ของเครือจักรภพ ซึ่งโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในการสร้างนักบินพร้อมรบเพื่อประโยชน์ในการป้องกันประเทศในเครือจักรภพ

                   โครงการ EATS ที่ริเริ่มขึ้นโดยอังกฤษและได้รับความสนับสนุนจากทุกประเทศประเทศในเครือจักรภพนี้กำหนดให้ทุกประเทศจัดให้มีการฝึกบินรบขั้นพื้นฐานในประเทศของตน เมื่อผ่านการทดสอบฝีมือบินแล้ว นักบินจะถูกส่งต่อไปฝึกบินรบขั้นก้าวหน้าในแคนาดาเพื่อให้คุ้นเคยกับเครื่องบินและอาวุธหลักที่จะใช้ในกองทัพของประเทศในเครือจักรภพ รวมทั้งมีการส่งไปฝึกบินจริงในสมรภูมิยุโรปก่อนสำเร็จการฝึกด้วย

                   ดังนั้น เมื่อคอลเวลผ่านการฝึกบินรบขั้นพื้นฐานในออสเตรเลียแล้ว เขาก็ถูกส่งต่อไปฝึกบินรบขั้นก้าวหน้าในแคนาดา เมื่อจบหลักสูตรในปี ๑๙๔๐ กองบินหลวงออสเตรเลียได้บรรจุคอลเวลเป็นนักบินประจำการ และโดยที่คอลเวลขับเครื่องบินมานานและมีทักษะการบินที่โดดเด่น ยิงปืนแม่น กองบินหลวงออสเตรเลียจึงบรรจุคอลเวลในตำแหน่งครูการบินแทนที่จะเป็นนักบินขับไล่ที่ต้องออกปฏิบัติการในแนวหน้าอย่างที่เขาตั้งความหวังไว้แต่แรก หนุ่มเลือดร้อนพยายามวิ่งเต้นอยู่ระยะหนึ่งแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะกองบินหลวงออสเตรเลียต้องการให้ยอดนักบินอย่างเขาใช้ทักษะที่มีอยู่ในการสร้างนักบินใหม่จำนวนมากเพื่อรองรับสงครามในแปซิกฟิกที่อาจเกิดขึ้น คอลเวลผิดหวังมากจนถึงกับลาออกจากราชการไป

                   อย่างไรก็ดี ความที่คอลเวลชมชอบการบินที่โลดโผนเร้าใจซึ่งการบินพาณิชย์ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในส่วนนี้ของเขาได้ คอลเวลจึงสมัครเข้ารับราชการอีกครั้งหนึ่งในเดือนมกราคม ๑๙๔๑ และกองบินหลวงออสเตรเลียได้บรรจุเขากลับเข้ารับราชการในตำแหน่งนักบินขับไล่ ซึ่งคราวนี้เขาได้ออกบินรบสมใจอยากเมื่อกองบินหลวงออสเตรเลียส่งเขาไปปฏิบัติหน้าที่ในกองบินหลวงอังกฤษ และกองบินหลวงอังกฤษได้มีคำสั่งให้เขาไปประจำการในฝูงบิน ๒๕๐ ซึ่งประจำการด้วยโทมาฮอว์ค (Curtiss P-๔๐B และ P-๔๐C) ทำหน้าที่ครอบครองน่านฟ้าอียิปต์และลิเบีย



                    หลังจากออกปฏิบัติการมากว่า ๔๐ เที่ยวบิน และเข้าปะทะกับข้าศึกมาหลายครั้ง แต่คอลเวลก็ยังยิงเครื่องบินข้าศึกตกลงไม่ได้สักเครื่องเดียวทั้งที่สมรภูมิทะเลทรายนี้มีเครื่องบินข้าศึกออกปฏิบัติการมากมายราวกับแมลงวัน จนถูกเพื่อน ๆ ล้อว่าเป็น “หมูสนามจริง สิงห์สนามซ้อม” คอลเวลซึ่งทะนงตนมาตลอดว่าเป็นมือหนึ่งของแดนจิงโจ้จึงมีสภาพจิตใจที่ย่ำแย่มาก เพราะทุกครั้งที่ยิงเขาพบว่าเครื่องบินข้าศึกทาบอยู่กลางศูนย์เล็งทุกครั้ง แต่ทำไมกระสุนถึงไม่โดนเป้า แต่แล้วในวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๑๙๔๑ เขาก็รู้สึกโล่งใจไปได้เปลาะหนึ่งเมื่อหมู่บินของเขาได้รับคำสั่งให้ออกลาดตระเวนน่านฟ้าในเขตพื้นที่รับผิดชอบตามปกติ ก็บังเอิญไปจ๊ะเอ๋กับหมู่บินลาดตระเวนแมสเซอชมิดท์ บีเอฟ ๑๐๙ ของฝูงบิน ๑ กองบินขับไล่หนึ่งเครื่องยนต์ที่ ๒๗ (I/JG ๒๗) ของลุฟท์วาฟเฟ่เข้าโดยบังเอิญบริเวณคาพุซโซ่ (Capuzzo) คอลเวลจึงปรี่เข้าหาบีเอฟ ๑๐๙ ของเรืออากาศโท ไฮนซ์ ชมิดท์ (Heinz Schmidt)


                        หลังจากพันตูกันระยะหนึ่งและเสียกระสุนไปหลายชุด ในที่สุดเขาก็ส่งบีเอฟ ๑๐๙ ลำนั้นไปโหม่งโลกได้ แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเจ้าบีเอฟ ๑๐๙ ลำนั้นถึงไม่ตกตั้งแต่เขายิงชุดแรก ทั้งที่ตอนที่เขาเหนี่ยวไกปืนมันอยู่กลางเป้าพอดี!!!



                    บ่ายแก่ ๆ วันหนึ่งหลังจากนั้น ขณะบินกลับฐานหลังจากภารกิจลาดตระเวนตามปกติ คอลเวลสังเกตเห็นเงาของเครื่องบินของเขาทอดอยู่บนพื้นทรายเบื้องหน้า ด้วยความหงุดหงิดจากสภาพจิตใจที่สับสน เขาจึงเล็งปืนอย่างประณีตและยิงไปที่เงานั้นโดยสมมุติว่าเป็นเครื่องบินข้าศึก แต่ปรากฏว่าลูกปืนชุดนั้นยิงไม่ถูกเงาทั้ง ๆ ที่ตอนเขาเล็งปืนนั้นเป้าอยู่กลางศูนย์เล็งพอดี โดยลูกปืนชุดนั้นกลับไปโดนพื้นทะเลทรายตรงที่ห่างจากเงานั้นไปทางด้านหลังเล็กน้อย เมื่อเห็นเช่นนี้ พุทธิปัญญาจึงเกิดขึ้นแก่คอลเวลว่าขณะที่เขายิงนั้นข้าศึกเองได้เคลื่อนที่ออกห่างจากเขาไปด้วย หากไม่แก้ปัญหาดังกล่าว ลูกปืนของเขาก็ไม่โดนข้าศึกอยู่ดี คอลเวลจึงลองยิงใหม่อีกชุดหนึ่ง คราวนี้เขายิงตั้งแต่เป้าเริ่มทาบเข้าศูนย์เล็ง และแน่นอนที่กระสุนโดนกลางเงาเป้าหมายทันที  บัดนี้ เขารู้แล้วว่าเขาจะยิงเครื่องบินข้าศึกที่กำลังเคลื่อนที่เหมือนกับเขาให้ตกลงได้อย่างไร

                        หลังจากรู้เคล็ดลับที่เขาเรียกว่าเทคนิคการยิงเงา (Shadow shooting) คอลเวลก็ได้นำมาทดลองใช้ปฏิบัติการจริง และในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๑๙๔๑ เจ้าหน้าที่ฝูงบินก็บันทึกข้อมูลในบันทึกการบินของคอลเวลว่าเขามีส่วนร่วมในการยิง บีเอฟ ๑๑๐ ตกหนึ่งเครื่องนอกเมืองโทบรูค (Tobruk) ในลิเบีย ซึ่งเรียกความมั่นใจของคอลเวลกลับมาอีกครั้ง และหลังจากนั้นสองสัปดาห์ คอลเวลส่งเครื่องบินของฝ่ายอักษะลงไปจมกองทรายอันร้อนระอุของแอฟริกาเหนือได้ถึง ๔ เครื่อง และคอลเวลได้แนะนำเทคนิคนี้ให้แก่เพื่อนนักบินจนทำให้เทคนิคการยิงเงากลายเป็นหลักสูตรการฝึกมาตรฐานของนักบินสัมพันธมิตรในสมรภูมิทะเลทราย




                      ในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๑๙๔๑ หลังจากออกปฏิบัติการทางตะวันตกเฉียงเหนือของอียิปต์ คอลเวลได้แยกจากฝูงบินของเขาเพื่อกลับฐานที่ซิดิ เฮนิช (Sidi Haneish) แต่ระหว่างทาง คอลเวลถูกรุมโดย บีเอฟ ๑๐๙ สองเครื่อง เหนือเมืองซิดิ บารานี (Sidi Barrani) อันเป็นเมืองชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของอียิปต์ และหนึ่งในสองเครื่องที่รุมเขานั้นคือ แบล็ค ๘ (Black ๘) แห่งกองบินขับไล่หนึ่งเครื่องยนต์ที่ ๒๗ (JG ๒๗) บังคับโดยนาวาอากาศตรี แวร์เนอร์ ชโรเออร์ (Werner Schroer) (นักบินผู้นี้มีประวัติการรบทางอากาศที่โดดเด่นมากโดยเมื่อสิ้นสุดสงคราม ชโรเออร์ยิงเครื่องบินสัมพันธมิตรตกรวม ๑๑๔ เครื่อง ในการออกปฏิบัติภารกิจเพียง ๑๙๗ ภารกิจเท่านั้น)


                   หลังจากถูกโฉบเข้าโจมตีของบีเอฟ ๑๐๙ เครื่องที่หนึ่ง คอลเวลถูกกระสุนเข้าที่หลัง ไหล่ซ้ายและขาซ้าย ในการโฉบเข้าโจมตีของเครื่องที่สองซึ่งขับโดยชโรเออร์ กระสุนเจาะคาโนปี้แตกและทำให้เศษกระจกบาดหน้าและคอของเขาจนเลือดโชก แต่จิงโจ้อันตรายก็ยอดเยี่ยมสมเป็นมือหนึ่งของออสเตรเลีย แทนที่เขาจะตื่นกลัว สถานการณ์เช่นนี้กลับทำให้เขามีสติและไม่กลัวตาย คอลเวลพาโทมาฮอว์คพิการเลี้ยววงแคบตามไปจั่วผู้ร้ายสองลำนั้นอย่างไม่หวาดหวั่น คนที่ตกใจจึงกลายเป็นนักบิน บีเอฟ ๑๐๙ ทั้งสองลำนั้น คอลเวลตามแบล็ค ๘ ที่เพิ่งจะโฉบยิงเขาหยก ๆ ไปติด ๆ และกระหน่ำแบล็ค ๘ ตามเทคนิคยิงเงาที่เขาค้นพบจนแบล็ค ๘ เสียหายหนักจนต้องถอนตัวออกจากการรบ

                                               นาวาอากาศตรี แวร์เนอร์ ชโรเออร์

                   จากนั้น คอลเวลหันไปต่อกับลูกหมู่ของชโรเออร์ที่กำลังเสียขวัญและซัด บีเอฟ ๑๐๙ ลำนั้นลงไปล้อยอดคลื่นของทะเลทรายได้หลังจากเครื่องบินพิการของชโรเออร์บินจากไปได้ไม่นานนัก แต่เมื่อท้องฟ้าปลอดโปร่งเครื่องยนต์ของจอมอึดคู่ทุกข์คู่ยากของเขาดันเกิดไฟลุกขึ้นมาอีก คอลเวลจึงต้องประคองมันกลับมาลงที่ฐานอย่างทุลักทุเล

                   เมื่อกลับมาถึงฐานบิน คอลเวลพบว่าเขาต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่ JG ๒๗ ไปไม่น้อยเช่นกัน เพราะนอกจากบาดแผลที่เกิดขึ้นกับตัวเขาเองแล้ว โทมาฮอว์คคู่ชีพก็มีสภาพเหมือนคนเป็นอีสุกอีใส ช่างประจำฝูงต้องทำงานกับเกือบเป็นลมเพราะต้องอุดรูกระสุน ๗.๙ มิลลิเมตร ของบีเอฟ ๑๐๙ มากกว่า ๑๐๐ รู แถมยังต้องอุดรูที่เกิดจากปืนใหญ่อากาศ ๒๐ มิลลิเมตร ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นลูกปืนของชโรเออร์หรือลูกหมู่ที่ถูกยิงตกไป อีก ๕ รู และนับแต่นั้นมานักบินร่วมฝูงของเขาถึงกับมั่นใจว่าจิงโจ้หนังเหนียวตัวนี้ต้องไม่ตายในสงครามเป็นแน่

                   เมื่อช่างซ่อมเครื่องบินของเขาเสร็จ คอลเวลก็ออกอาละวาดในทะเลทรายอันไพศาลของแอฟริกาเหนืออีกครั้งด้วยความมั่นใจมากกว่าเดิม และสามารถส่ง บีเอฟ ๑๐๙ ลงไปจมทรายได้อีก ๔ เครื่อง เครื่องแรกเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๑๙๔๑ เหนือเมืองบุคบุค (BuqBuq) และจัดการเครื่องที่สองในวันถัดไปเหนือบาเดีย (Badia) เครื่องที่สามเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๑๙๔๐ เหนือเมืองโทบรูค และเหยื่อลำที่สี่ของเขาเป็น บีเอฟ ๑๐๙ ของนาวาอากาศตรี โวฟกัง ลิพเพอร์ท (Wolfgang Lippert) ผู้บังคับฝูงบิน ๒ กองบินขับไล่หนึ่งเครื่องยนต์ที่ ๒๗ (II/JG ๒๗) ผู้มีสถิติยิงเครื่องบินสัมพันธมิตรตกมาแล้ว ๓๐ ลำ ซึ่งแม้ลิพเพอร์ทจะสามารถกระโดดร่มหนีออกมาได้แต่เขาขาหักและถูกจับเป็นเชลยศึก ต่อมาบาดแผลที่ขาทั้งสองข้างเกิดติดเชื้ออย่างรุนแรงจนเสียชีวิต 

                                             นาวาอากาศตรี โวฟกัง ลิพเพอร์ท 

                   ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๑๙๔๑ (หรือก่อนญี่ปุ่นโจมตีอ่าวเพิลล์ ๒ วัน) เป็นวันที่ชื่อของคอลเวลกระฉ่อนไปทั่วทะเลทรายเมื่อเขาสามารถจัดการเครื่องดำทิ้งระเบิดสตูก้า (Junkers Ju ๘๗) ได้ถึง ๕ เครื่อง ทางตอนใต้ของเอล เอเด็ม (El Adem) ในการออกปฏิบัติการเพียงเที่ยวเดียวระหว่างยุทธการครูเซเดอร์ (Crusader) ซึ่งแผนยุทธการนี้กำหนดวันปฏิบัติการระหว่าง ๑๘ พฤศจิกายน ถึง ๓๐ ธันวาคม ๑๙๔๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลดปล่อยโทบรูคเมืองยุทธศาสตร์ในลิเบีย หลังจากแอฟริกาคอร์ป (Afrika Korps) ของจิ้งจอกทะเลทราย เออร์วิล รอมเมล (Erwin Rommel) เข้ายึดมาตั้งแต่วันที่ ๑๐ เมษายน ๑๙๔๑



                    คอลเวลเล่าว่า “ผมได้รับวิทยุว่าฝูงบินขนาดใหญ่ของข้าศึกกำลังบินอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ฝูงบิน ๒๕๐ จึงบ่ายหน้าเข้าหน้าฝูงบินข้าศึกนั้นในฐานะผู้คุ้มกันของฝูงบิน ๑๑๒ เราบินตามฝูงบินข้าศึกทางด้านหลัง และผมสังเกตว่าหมู่บินที่รั้งท้ายฝูงประกอบด้วยสตูก้า ๓ ลำ เมื่อเข้าไปในระยะ ๓๐๐ หลา ผมยิงปืนทุกกระบอกไปที่สตูก้าลำที่เป็นของของหัวหน้าหมู่บิน มันโดนเข้าไปเต็ม ๆ จนเสียศูนย์ร่วงลงพื้นไปอย่างหมดสภาพ ผมจึงยิงลำที่สอง กระสุนถูกสตูก้าเคราะห์ร้ายลำนั้นอย่างจังจนมันระเบิดขึ้นในพริบตา ผมจึงหลบการระเบิดไปทางลำที่สามซึ่งอยู่ที่ความสูงประมาณ ๑,๐๐๐ ฟุต และยิงทันทีที่เป้าเริ่มทาบศูนย์เล็ง มันไฟลุกท่วม ควันโขมง และหัวปักลงดิน ผมตามไปดูจนเห็นมันตกกระแทกพื้นแหลกละเอียด ผมจึงเงยหัวขึ้นก็พบสตูก้าลำที่สี่บินอยู่ข้างหน้าเหนือเครื่องบินของผม ผมจึงเร่งเครื่องจี้เข้าไปใกล้แล้วกระหน่ำออกไปหนึ่งชุดโดนใต้ท้องของเครื่องบินข้าศึกลำนั้นอย่างจังจนฉีกเป็นชิ้น ๆ แล้วพลิกท้องปักหัวตกทะเลทรายไป ผมไม่ได้ตามไปดูแต่เร่งเครื่องเข้าหาสตูก้าอีกลำหนึ่งและเข้าไปจ่อยิงมันใกล้ ๆ จนมันลุกเป็นไฟและเกิดระเบิดขึ้นทันทีเหมือนกับลำที่สอง  จากนั้นผมเร่งเครื่องไปหาเจยู ๘๗ อีกเครื่องหนึ่ง และยิงมันจนไฟลุก แต่นักบินเยอรมันคนนั้นยอดเยี่ยมมากที่พาเครื่องบินพิการลำนั้นหนีกลับฐานไปได้”

                   เพื่อนนักบินพากันตั้งฉายาให้เขาว่า “นักฆ่า” (The Killer) และรู้กันทั่วในทะเลทรายว่า “เดอะ คิลเลอร์” หมายถึงคอลเวล แต่คอลเวลหาได้ภูมิใจกับฉายานี้ไม่ บ๊อบบี้ กิ๊บส์ (R.H. “Bobby” Gibbes) อดีตนักบินในบังคับบัญชาของคอลเวล เล่าถึงที่มาของฉายาของคอลเวลว่า จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้กระหายเลือดตามฉายาที่ว่านั้นหรอก “แต่เป็นพราะเขามีนิสัยชอบดำลงไปยิงขบวนรถของข้าศึกที่เขาพบบนพื้นดินระหว่างบินกลับฐานหลังเสร็จภารกิจ ทำนองว่าไม่อยากเหลือลูกกระสุนไว้ในรังปืนให้เสียเที่ยว และเครื่องบินของเขาก็ไม่เคยมีลูกปืนเหลือกลับมาให้เห็นที่ฐานเลยแม้แต่ครั้งเดียว”

                   วันที่ ๑๒ และ ๒๐ ธันวาคม ๑๙๔๑ คอลเวล ยิงบีเอฟ ๑๐๙ ตกอีกสองเครื่อง เขาจึงมีชัยชนะเหนือข้าศึก ๑๗ ครั้ง และได้รับเหรียญกล้าหาญ DFC and Bar ในวันที่ ๒๖ ธันวาคม ต่อมา ในเดือนมกราคม ๑๙๔๒ กองบินหลวงอังกฤษได้แต่งตั้งเขาเป็นผู้บังคับฝูงบิน ๑๑๒ ซึ่งประกอบด้วยนักบินอาสาสมัครโปแลนด์ถึง ๑๒ คน และเปลี่ยนเครื่องบินใหม่เป็นคิตตี้ฮอว์ค (Curtiss P-๔๐E และรุ่นหลังจากนั้น) หลังจากนั้น เขายิงบีเอฟ ๑๐๙ ตกอีก ๒ เครื่อง และมัคชี่ (Macchi) ซี ๒๐๒ โฟลโกเร (Folgore) ตกอีก ๒ เครื่อง



                   หลังจากนั้น รัฐบาลออสเตรเลียได้ขอตัวคอลเวลกลับมาปฏิบัติราชการสงครามในประเทศบ้านเกิดเพราะญี่ปุ่นได้ขยาย “วงไพบูลย์แห่งเอเชียตะวันออก” มาถึงตอนเหนือของออสเตรเลีย และมีการส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเมืองดาร์วินในเขตปกครองตนเอง Northern Territory เป็นประจำ

                   เมื่อกลับมาถึงบ้าน กองบินหลวงออสเตรเลียได้แต่งตั้งเขาให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับกองบิน ๑ มีฐานปฏิบัติการที่เมืองดาร์วิน โดยกองบินนี้ประกอบด้วยฝูงบิน ๕๔ ของกองบินหลวงอังกฤษ และฝูงบิน ๔๕๒ และ ๔๕๗ ของกองบินหลวงออสเตรเลีย ทั้งหมดประจำการด้วยสปิตร์ไฟร์ Mk Vc

                   แม้จะประสบกับความเปลี่ยนแปลงนานัปการ ทั้งการเปลี่ยนตัวข้าศึกจากเยอรมันและอิตาลีมาเป็นญี่ปุ่น การเปลี่ยนแปลงอาวุธของข้าศึกจาก บีเอฟ ๑๐๙ และมัคชี่ มาเป็นซีโร่และฮายาบูซ่า เปลี่ยนแปลงสนามรบจากทะเลทรายมาเป็นป่าดงดิบ และเปลี่ยนเครื่องบินคู่ชีพจากคิตตี้ฮอว์คที่แสนจะอึดมาเป็นสปิตร์ไฟร์ที่คล่องตัวแต่บอบบาง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคือความยอดเยี่ยมของผู้บังคับกองบินคอลเวล โดยสามไตรมาสแรกของปี ๑๙๔๓ เขาส่งเครื่องบินของชาวอาทิตย์อุทัยไปเก็บในทะเลบ้าง ป่าดงดิบบ้าง ถึง ๘ เครื่อง และกลายเป็นตัวแสบของนักรบบูชิโดไปโดยปริยาย

                                                     มัคชี่ ซี ๒๐๒ โฟลโกเร 
                                 (เครื่องนี้ตั้งแสดง ณ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งมิลาน)

                   เมื่อครองน่านฟ้าได้แล้ว สถานการณ์รบทางอากาศได้เบาบางลงจนอยู่ในสถานการณ์ที่เรียกว่าปลอดภัย กองบินหลวงออสเตรเลียจึงสั่งให้คอลเวลไปปฏิบัติหน้าที่ผู้บังคับกองบินฝึกทางยุทธวิธี ที่ ๒ (Operational Training Unit: ๒ OTU) ที่มิลดูร่า (Mildura) เมืองเล็ก ๆ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐวิคตอเรียที่มีชื่อเสียงในการปลูกส้มและองุ่น แต่ที่มิลดูร่านี้ก็เป็นฐานฝึกบินทางยุทธวิธีที่สำคัญของออสเตรเลีย หน้าที่ของคอลเวลในครั้งนี้เป็นการฝึกนักบินให้คุ้นเคยกับการบินทางยุทธวิธีก่อนออกปฏิบัติการจริง

                   อย่างไรก็ดี เมื่อญี่ปุ่นหันกลับมาตีหัวออสเตรเลียอีกครั้งในปี ๑๙๔๔ กองบินหลวงออสเตรเลียจึงไม่รีรอที่จะส่งมือปราบหนวดหินกลับมาครองอากาศเหนือดาร์วินอีกคำรบหนึ่ง คราวนี้ในฐานะผู้บังคับกองบินที่ ๘๐ ซึ่งประจำการด้วยสปิตร์ไฟร์ Mk VIII แต่เมื่อเขากลับมา สถานการณ์รบในแปซิกฟิกได้ผันแปรไปอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นกำลังถูกตีโต้กลับอย่างหนักหน่วงจนถอยร่นไม่เป็นขบวน และสัมพันธมิตรยึดหมู่เกาะอีสต์ อินดีส (Dutch East Indies) คืนจากญี่ปุ่นได้ กองบินหลวงออสเตรเลียจึงจัดตั้งหน่วยบินยุทธวิธีที่หนึ่ง (First Tactical Air Force) ขึ้น โดยให้กองบินที่ ๘๐ ขึ้นอยู่กับหน่วยบินดังกล่าว ทำให้คอลเวลและกองบินที่ ๘๐ ต้องย้ายไปประจำการที่ฐานบินบนเกาะโมโรตาอิ (Morotai) เกาะขนาด ๑,๘๐๐ ตารางกิโลเมตร ทางตะวันออกของหมู่เกาะโมลุกกะ

                   เนื่องจากสถานการณ์สงครามขณะนั้นกองทัพแห่งสมเด็จพระจักรพรรดิที่เคยเกรียงไกรถูกตีถอยร่นจนเกือบถึงแผ่นดินญี่ปุ่น โดยมีอเมริการับบทพระเอกในโรงละครแห่งแปซิกฟิก ปฏิบัติการต่าง ๆ ที่สำคัญจึงอยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพอเมริกันทั้งสิ้น กองทัพสัมพันธมิตรอื่นทั้งอังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลแลนด์ ได้รับบทตัวประกอบในปฏิบัติการที่ไม่มีความสลักสำคัญ สำหรับภารกิจที่กองบินขับไล่ที่ ๘๐ รับผิดชอบ แทนที่จะเป็นการบินขับไล่ กลับได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินที่ไม่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เพราะห่างไกลจากแนวหน้ามาก ซึ่งนอกจากจะไม่ใช่ภารกิจของเครื่องบินขับไล่แล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุด้วย คอลเวลกับนักบินชั้นเซียนแห่งกองบินที่ ๘๐ อีก ๗ คน จึงขอลาออกจากราชการเพื่อประท้วงการที่ผู้บังคับบัญชากำหนดภารกิจไม่เหมาะสมที่ว่า

                   การยื่นใบลาออกของคอลเวลกับพวกได้กลายเป็นข่าวใหญ่โตและรู้จักกันในนาม “กบฏแห่งโมโรตาอิ” (Morotai Mutiny) ซึ่งทางการเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดคำสั่งของผู้บังคับบัญชาจึงระงับใบลาออกและตั้งกรรมการสอบสวน และต่อมากบฏแห่งโมโรตาอิทั้ง ๘ นายถูกดองเค็มและลดยศ

                   อย่างไรก็ดี ผลการสอบสวนปรากฏต่อมาในภายหลังว่าเหตุผลที่คอลเวลกับพวกอ้างในการขอลาออกเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนัก และการมอบหมายให้กองบินขับไล่ไปปฏิบัติหน้าที่โจมตีภาคพื้นดินต่อเป้าหมายที่ไม่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์เกิดจากความบกพร่องของผู้บังคับบัญชาที่กำหนดภารกิจไม่เหมาะสมและไม่คุ้มค่า การกระทำของคอลเวลกับพวกจึงไม่เป็นความผิด และพวกเขาได้รับบรรดาสิ่งที่เสียไปกลับคืน

                   ไครฟ์ โรเบอร์ตสัน คอลเวล ยุติบทบาทของเขาในสงครามอันแสนโหดร้ายในตำแหน่งประจำกองบัญชาการหน่วยบินยุทธวิธีที่หนึ่งที่เมลเบอร์น และลาออกจากราชการในปี ๑๙๔๖ แล้วหันมาทำธุรกิจนำเข้าเสื้อผ้าที่ซิดนีย์บ้านเกิดจนร่ำรวย

                   “เดอะ คิลเล่อร์” ซึ่งเป็นตำนานของนักบินออสเตรเลียที่ระเหเร่ร่อนไปสร้างชื่อเสียงในแอฟริกาเหนือผู้นี้เสียชีวิตอย่างสงบในซิดนีย์บ้านเกิดเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๑๙๙๔ รวมอายุ ๘๔ ปี